Username :
Password :
Confirm Password :
E-Mail :
 
Username :
Password :
 
E-mail :
Confirm E-mail :
 
Old password :
New password :
Confirm new password :
 

การปรับตัวของธนาคารเพื่อสร้างความปลอดภัยให้บัตรเครดิต


ประมาณปี 2542 ก็มีสัญญาณอีกครั้งว่า การหาร้านค้าที่ต้องสงสัยว่าเป็นจุดที่มีการคัดลอกข้อมูลนั้นทำได้ยากขึ้นทุกวัน โดยขบวนการของคนร้ายจะทำการติดต่อกับพนักงานของร้าน และให้พนักงานของร้านถือเครื่องคัดลอกข้อมูลตัวนี้ไว้ เมื่อลูกค้ายื่นบัตรให้กับพนักงาน พนักงานก็เอาบัตรไปรูดกับเครื่อง Skimmer อย่างไรก็ตามธนาคารจะสามารถตรวจสอบได้เนื่องจากธนาคารมีข้อมูลที่ลูกค้าตอบปฏิเสธหลายๆ รายและเมือย้อนกลับไปดูการเข้าใช้งานย้อนหลัง 6 เดือน จะเห็นว่ามีหลายร้านค้าต้องสงสัยที่พ้องกันกับลูกค้ารายหลาย เพราะฉะนั้นธนาคารจึงต้องปรับตัวเองในด้านเทคนิคอยู่ตลอดเวลา พงษ์สิทธิ์กล่าว

การเข้ามาของชิปการ์ด

ชิปการ์ดเริ่มนำเข้ามาใช่ในขณะที่ความเชื่อมั่นในการใช้แถบแม่เหล็กเริ่มลดน้อยลง จึงมอบไปถึงว่าถ้าไม่มีความเชื่อมั่นในแถบแม่เหล็กแล้วจะใช้อะไรเข้ามาแทนที่ จึงมองหาที่ชิปการ์ด ซึ่งต่างประเทศเองก็เริ่มใช้ชิปการ์ด เทคโนโลยีของชิปการ์ดจะไม่ถูกคัดลอกข้อมูลโดยใช้เครื่อง Skimmer และจะไม่ถูกคัดลอกข้อมูลโดยผ่านสายโทรศัพท์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่สองที่เริ่มใช้ชิปการ์ด

ยุทธศาสตร์ที่ธนาคารวางไว้

พงษ์สิทธิ์กล่าวว่า"ในแง่ของธนาคารเราทำหน้าที่ของเราได้เต็มหน้าที่เริ่มตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตจนกระทั้งการทุจริตเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหยุดยั้งมันให้เร็วที่สุดซึ่งต้องมีวิธีการเจ้าหน้าที่และระบบที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้นทุกอย่างต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทุจริตหรือใช้จริงโดยต้องทันท่วงทีเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งธนาคารเองก็ต้องพัฒนาระบบอยู่ตลอดเวลา"


แบงก์เพิ่มระบบ Fraud Detection System

พงษ์สิทธิ์ให้ข้อมูลว่า "ธนาคารจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับระบบการรักษาความปลอดภัยในการใช้บัตรเครดิตเป็นอย่างแรก ปัจจุบันมีการใช้ระบบที่เรียกว่า Fraud Detection System โดยการป้องกันการทุจริตแบบใกล้เคียงเรียลไทม์ ซึ่งจะไม่หยุดยั้งรายการในทันที แต่จะผ่านการอนุมัติหรือไม่อนุมัติแล้ว แต่ในอนาคตจะทำงานได้แบบเรียลไทม์ โดยการทำงานจะใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที ธนาคารก็จะสามารถตรวจสอบดูได้ทันทีหากเกิดรายการต้องสงสัยจะดำเนินการหยุดบัญชีทันที"

"แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะกำหนดให้ระบบทำการหยุดบัญชีที่ต้องสงสัยทันทีนั้น อาจส่งผลกระทบกับความสะดวกสบายของลูกค้าก็เป็นไปได้ ซึ่งการทำรายการนั้นอาจจะไม่ใช่การทุจริต เพราะฉะนั้นคงไม่ให้ระบบทำถึงขนาดนั้น แต่ธนาคารก็ต้องมีมาตรการรองรับความเสี่ยงบางส่วนที่จะเกิดขึ้น แต่ยังคงความสะดวกสบายแก่ลูกค้าอยู่ และผู้ใช้บริการของธนาคารไทยพาณิชย์สามารถมั่นใจในความปลอดภัยได้ว่าธนาคารมีระบบ ขั้นตอน และเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลความเสียหายตลอด 24 ชั่วโมง ระบบที่ดี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่ดี ทำให้ธนาคารเกิดความเสียหายจากการทุจริตน้อยที่สุด"

ความเสี่ยงของร้านค้าผู้รับบัตร

ด้วยระบบของธนาคารเองปกตินั้นจะดูแลให้กับผู้ถือบัตรและร้านค้าสมาชิกของไทยพาณิชย์ ในแง่ของร้านค้า ผู้ประกอบการจะไม่ทราบเมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งธนาคารจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลของร้านค้าต่างๆ หากมียอดสูงขึ้นผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบ อีกนัยหนึ่งก็เสมือนเป็นผู้เฝ้าระวังให้กับร้านค้าด้วย หากจะเปรียบเทียบระหว่างร้านค้าและผู้ถือบัตร ธนาคารเองก็มีการตรวจสอบและดูแลให้อย่างสม่ำเสมอ

พงษ์สิทธิ์ประเมินสถานการณ์ของบัตรเครดิตว่า "มั่นใจว่ายอดการทุจริตจะลดลงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะปัจจุบันสัดส่วนการหยุดยั้งความเสียหายอยู่ที่ 97 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่ามีการทุจริตเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ เทียบเป็นมูลค่าโดยเทียบกับทั้งตลาดกว่า 200 ล้านบาท ในจำนวนนี้รวมไปถึงบัตรต่างประเทศที่ใช้ในตลาดด้วย ซึ่งหากมองเฉพาะในส่วนของไทยพาณิชย์ก็เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เกิดการทุจริตในการใช้บัตรเครดิต"